บทวิเคราะห์เจาะลึก บริษัท ลูเมนตั้ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด

ชวนสัมผัสประสบการณ์เยี่ยมชมบริษัท ลูเมนตั้ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมบทวิเคราะห์เจาะลึกอุตสาหกรรม Photonics ถอดรหัสทิศทาง Lumentum Thailand ในยุค AI และการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างระดับโลก

📌 Part1: การเปลี่ยนผ่านจากอิเล็กตรอนสู่โฟตอน (The Great Transition from Copper to Light)
ในฐานะนักลงทุน เรากำลังเฝ้ามองการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง (Structural Change) ครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายทศวรรษของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ นั่นคือการก้าวข้ามขีดจำกัดทางกายภาพของเทคโนโลยีทองแดง (Copper) สู่ยุคของ Photonics หรือเทคโนโลยีแสง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงประสิทธิภาพทั่วไป แต่เป็นการเปลี่ยน “ตัวนำพาข้อมูล” พื้นฐานเพื่อรองรับปริมาณ Data ที่มหาศาลเกินกว่าที่อิเล็กตรอนจะรับไหว
เทคโนโลยี Photonics และ Advanced Communication ได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในแผนพัฒนาอุตสาหกรรมระดับชาติ (National Semiconductor Roadmap) เนื่องจากคุณสมบัติทางฟิสิกส์ที่เหนือกว่าในทุกมิติ ดังข้อมูลเปรียบเทียบเชิงสมรรถนะด้านล่าง:
อิเล็กตรอน (Electron / Copper) : มีมวล (Mass) / มีประจุไฟฟ้า / ความเร็ว : ต่ำกว่าหรือใกล้เคียงความเร็วแสง / ความต้านทาน : สูง (นำไปสู่การสูญเสียสัญญาณ) / ความร้อน (Heating) : สูง (Joule Heating)
โฟตอน (Photon / Light) : ไม่มีมวล (Massless) / ไม่มีประจุไฟฟ้า / ความเร็ว : เท่ากับความเร็วแสง / ความต้านทาน : ต่ำมาก (Lossless Transmission) / ความร้อน (Heating) : ต่ำมาก
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้ถูกเร่งด้วยวิกฤตพลังงานจากการประมวลผล AI ซึ่งทำให้โลกต้องเร่งแสวงหาเทคโนโลยีที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้การใช้พลังงานที่ต่ำที่สุด
2. วิกฤตพลังงานและ “ภาษีพลังงาน AI” (AI Energy Crisis & The AI Power Tax)
ความต้องการในการประมวลผลของ AI ในปัจจุบันได้สร้างภาระด้านพลังงานในระดับวิกฤต Data Center ขนาดใหญ่หนึ่งแห่งอาจกินไฟสูงถึง 150 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งเทียบเท่ากับความต้องการไฟฟ้าของอำเภอเมืองเชียงใหม่ทั้งอำเภอ หรือบ้านเรือนกว่า 75,000 หลังจากการสังเคราะห์ข้อมูล เราพบสิ่งที่เรียกว่า “ภาษีพลังงาน AI” (AI Energy Tax) ซึ่งสะท้อนผ่านอัตราการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณตามความซับซ้อนของคำสั่ง:
– Google Search ทั่วไป: คิดเป็นฐาน 1 หน่วยพลังงาน
– AI Search/Chatbot (เช่น Gemini/ChatGPT): ใช้พลังงานสูงถึง 10 หน่วย (เพิ่มขึ้น 10 เท่า)
– AI Video Generation (Sora/Video Gen): ใช้พลังงานพุ่งสูงถึง 100 หน่วย (เพิ่มขึ้น 100 เท่า)เมื่อพิจารณาในภาพรวมระดับมหภาค “ประเทศ AI” หรือกลุ่ม Data Center ทั่วโลกในปี 2024 คาดว่าจะใช้ไฟฟ้าสูงถึง 415 เทระวัตต์ (Terawatts) ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศ และสูงกว่าประเทศไทยที่ใช้เพียง 250 เทระวัตต์ ปัญหา Supply พลังงานที่ไม่เพียงพอนี้เองที่บีบบังคับให้อุตสาหกรรมต้อง “Flip” ไปสู่การใช้แสงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
3. ปัญหาคอขวดในซัพพลายเชนและการขยายตัวแบบ “Flip” (Supply Chain Bottleneck & The Flip Phenomenon)
อุตสาหกรรมกำลังเผชิญสภาวะการพลิกกลับของเทคโนโลยี (The Flip) จากทองแดงสู่แสงที่เกิดขึ้นเร็วกว่าการคาดการณ์เดิม โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเชื่อมต่อระหว่างอาคาร (Scale-out) แต่กำลังขยับลึกเข้าไปถึงการสื่อสารระหว่างชิป (Scale-in) ผ่านเทคโนโลยี CPO/NPOความท้าทายในการขยายตัว (Scaling Challenges):
– Lead Time Shortage: ยอดจองสินค้า (Backlog) ในปัจจุบันยาวนานถึง 2 ปี เนื่องจากความต้องการพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน
– Complex Value Chain: การเพิ่มกำลังการผลิตมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน (Sequential Bottleneck) ตั้งแต่ระดับ Wafer, อุปกรณ์เครื่องจักร (Equipment) ไปจนถึงวัตถุดิบ (Material) ซึ่งไม่สามารถขยายตัวได้ข้ามคืน
– Barrier to Entry ด้านคุณภาพ: การอนุมัติซัพพลายเออร์รายใหม่ (New Supplier Qualification) มีความเสี่ยงสูงด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และมาตรฐานคุณภาพ ทำให้ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีเลือกที่จะขยายตัวร่วมกับซัพพลายเออร์เดิม (Existing Supplier Expansion) ซึ่งสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ให้กับผู้เล่นรายเดิมที่มีฐานผลิตที่มั่นคงแล้ว
4. ภูมิทัศน์การแข่งขันและภูมิรัฐศาสตร์: ไทยในฐานะ Strategic Hub (Competitive Landscape & Geopolitics)
Lumentum (NASDAQ: LITE) ในฐานะบริษัทในดัชนี NASDAQ 100 ได้แสดงศักยภาพการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีรายได้เติบโตจาก 1.6 พันล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 3.01 พันล้านดอลลาร์ ในปีล่าสุด โดยมีประเทศไทยเป็นยุทธศาสตร์หลักProduction Moat & Geopolitics:
– Dominant Market Position: Lumentum Thailand มีกำลังการผลิตคิดเป็นเกือบ 50% ของ Global Capacity ของบริษัท
– Reliability as a Barrier: ในขณะที่คู่แข่งจากจีน (เช่น Telehor ในสระบุรี) เน้นความเร็วและออโตเมชัน แต่ Lumentum มีแต้มต่อในเรื่อง “ความเชื่อมั่น” (Reliability) โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องมีอายุการใช้งานยาวนาน 25 ปี (เช่น เคเบิลใต้น้ำ) ซึ่งสร้าง High Switching Cost ให้กับลูกค้า
– Geopolitical Safe-haven: ภายใต้กลยุทธ์ “Thailand Plus One” ประเทศไทยกลายเป็นจุดสมดุลที่ปลอดภัยในความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-จีน ทำให้ “Made in Thailand” เป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงในซัพพลายเชนที่เหนือกว่าเรื่องต้นทุนเพียงอย่างเดียว
5. ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในไทยและการพัฒนาทุนมนุษย์ (Macro Impact & HRD Strategy)
ภาครัฐ (BOI และ อว.) กำลังเปลี่ยนแนวทางการดึงดูดการลงทุนจากการมองเพียงตัวเลข FDI (Foreign Direct Investment) ไปสู่การสร้าง GDP Impact และมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม Operational Excellence & Human Capital:
– Craftsmanship as a Moat: งาน Photonics หลายส่วนยังต้องอาศัยทักษะฝีมือและความละเอียดสูงระดับไมครอน ซึ่งเครื่องจักรยังไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด (Labor-Intensive High Tech)
– Operational Efficiency: Lumentum ใช้ระบบการทำงานแบบ 2 กะ 3 กลุ่ม (4 วันทำงาน 2 วันพัก) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้โรงงานให้สูงสุดตลอด 24/7
– Ecosystem Development: ความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการสร้างหลักสูตร Photonics 3 ระดับ (Intro/Inter/Adv) คือการสร้างระบบนิเวศน์แรงงานเพื่อรองรับวิศวกรและช่างเทคนิคกว่า 9,000 คนในปัจจุบัน และขยายตัวในอนาคต
———————————————
📌 Part2: Q&A Insight: Executive & Analyst Exchange
หมวดที่ 1: การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีและการจัดการพลังงานยุค AI (Technology & Power Management)
Q: ทำไมอุตสาหกรรมสื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันถึงเริ่มชะงักงันในการใช้เทคโนโลยีสายทองแดง (Copper Technology) และจำเป็นต้องหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีแสง (Photonics)?
A: เทคโนโลยีสายทองแดงแบบเดิมกำลังชนกำแพงข้อจำกัดใหญ่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ความเร็ว (Speed) ยิ่งอุตสาหกรรมต้องการส่งสัญญาณด้วยความถี่สูงเท่าไหร่ ความแรงของสัญญาณไฟฟ้าจะยิ่งถูกลดทอนลงไปตามระยะทาง เรื่องที่สองคือ วิกฤตพลังงาน (Energy) ตามกฎ Joule’s Law ของฟิสิกส์ เมื่อกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านสายส่งสัญญาณที่มีความต้านทาน จะเกิดการสูญเสียพลังงานในรูปของความร้อนสะสมมหาศาล อิเล็กตรอนซึ่งมีมวลและประจุไฟฟ้าจะเดินทางช้าลงและสร้างความร้อนขัดขวางการทำงาน ในทางกลับกัน แสงทำหน้าที่ผ่าน “โฟตอน” (Photon) ซึ่งไม่มีมวล ไม่มีประจุไฟฟ้า และเดินทางด้วยความเร็วแสง ทำให้มีความต้านทานต่ำมากและสูญเสียพลังงานระหว่างทางน้อยมาก อุตสาหกรรมสื่อสารระดับโลกจึงต้องเปลี่ยนผ่านมาใช้แสง เพื่อทำให้อัตราการสูญเสียพลังงานต่อบิตข้อมูล (Energy per bit) ต่ำที่สุด
Q: วิกฤตพลังงานของ AI Data Center ในปัจจุบันรุนแรงแค่ไหน และมีการเปรียบเทียบตัวเลขการใช้ไฟฟ้าระดับโลกให้เห็นภาพอย่างไร?
A: ในอดีต Data Center มีหน้าที่เพียงแค่จัดเก็บข้อมูลเป็นหลัก แต่เมื่อ AI เข้ามาครอบคลุม ระบบจะต้องประมวลผลคำนวณอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงานอย่างหนัก หากเราดึงระบบ AI และ Data Center ทั้งหมดทั่วโลกมารวมกันเป็นประเทศหนึ่งประเทศ จะพบว่าในปี 2024 “ประเทศ AI และ Data Center” นี้ใช้กระแสไฟฟ้ารวมกันสูงถึง 415 เทวัตต์-ชั่วโมง (TWh) ซึ่งคิดเป็น 1.5% ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก ตัวเลขนี้เทียบเท่ากับการใช้กระแสไฟฟ้าของประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศ และเป็น 2.5 เท่าของการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทย (ที่ใช้อยู่ 250 TWh) และการเติบโตนี้มีแนวโน้มจะใช้ไฟพุ่งทะลุ 1,000 TWh ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งอาจทำให้ต้องการพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานนิวเคลียร์ เข้ามาช่วยชดเชยระบบ
Q: “ภาษีพลังงานของ AI” (AI Power Tax) คืออะไร และคำค้นหาประโยคเดียวกันประมวลผลเบื้องหลังต่างกันอย่างไร?
A: เป็นแนวคิดที่ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างการประมวลผลเบื้องหลังของ AI ใช้พลังงานต่างจากระบบค้นหาข้อมูลทั่วไปมหาศาล ตัวอย่างเช่น หากเราป้อนข้อความค้นหาหนึ่งประโยคลงใน Google Search แบบธรรมดา เบื้องหลังระบบจะใช้พลังงานคิดเป็น 1 หน่วย แต่หากเปลี่ยนไปป้อนข้อความชุดเดียวกันนี้บนระบบ Generative AI เช่น Gemini ของ Google ระบบจะต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 10 หน่วย และถ้าหากต้องการให้ AI นำข้อความนั้นไปสร้างเป็นวิดีโอสั้น (Video Generation) พลังงานที่ใช้เบื้องหลังจะพุ่งทะยานไปถึง 100 หน่วย ทันที
Q: ภายใต้สถาปัตยกรรมของ Data Center ยุค AI มีคำศัพท์สำคัญอย่าง Scale In, Scale Up และ Scale Out/Across มันแตกต่างกันอย่างไรและแสงเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง?
A: คำเหล่านี้อธิบายรูปแบบการขยายโครงสร้างและการเชื่อมต่อสื่อสาร
Scale In: เป็นการเชื่อมโยงระยะสั้นที่สุดระหว่างตัวชิปประมวลผลประเภทร่วมกัน เช่น ชิป GPU สื่อสารหากันภายในบอร์ดชิปเดียวกัน โดยเทคโนโลยีกลุ่ม Co-Packaged Optics (CPO) หรือ Near-Packaged Optics (NPO) จะเริ่มเข้ามาแทนที่การเชื่อมต่อด้วยสายทองแดงแบบเดิม เพื่อให้ชิปคุ้มทุนเรื่องสปีดและใช้แสงคุยกันโดยตรง
Scale Up: เป็นการเชื่อมต่อระหว่างชั้นอุปกรณ์ (Shelf) ไปยังอีกชั้นหนึ่ง หรือเชื่อมต่อกันภายในโครงตู้แร็คเดียวกัน (Rack) ซึ่งเริ่มหันมาใช้โมดูลแสงเชื่อมต่อมากขึ้น
Scale Out หรือ Scale Across: เป็นการเชื่อมต่อสื่อสารข้ามตึก ข้ามสถานี หรือข้ามระหว่าง Data Center ระยะไกล (เช่น เชื่อม Data Center ระหว่างอยุธยา ปทุมธานี และสระบุรี ระยะทาง 60 กิโลเมตรเข้าด้วยกัน) ส่งผลให้อุปกรณ์กลุ่มสื่อสารระยะไกล (Telecom Network) กลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดด
หมวดที่ 2: ปัญหาคอขวดและแนวโน้มความต้องการ (Bottleneck & Demand)
Q: ปัจจุบันประเทศไทยเปลี่ยนโครงข่ายสัญญาณและการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตามบ้านเป็นระบบแสงหมดแล้วหรือยัง และยังมีการแปลงกลับไปกลับมาระหว่างสัญญาณไฟฟ้าอยู่หรือไม่?
A: โครงข่ายหลักเกือบทั้งหมดในไทยปรับเปลี่ยนมาใช้สายไฟเบอร์ออปติกหรือแสงหมดแล้ว แม้แต่ที่อยู่อาศัยตามคอนโดมิเนียมหรือบ้านจัดสรรก็เดินสายสัญญาณด้วยเส้นใยแก้วนำแสง สัญญาณจะวิ่งผ่านแสงมาโดยตลอดจนกระทั่งถึงกล่องเร้าเตอร์อินเทอร์เน็ตที่บ้านของเรา ณ จุดนั้นจะแปลงสัญญาณแสงกลับมาเป็นคลื่นวิทยุส่งเป็นสัญญาณ WiFi หรือแปลงเป็นไฟฟ้าผ่านสาย LAN เพื่อคุยกับอุปกรณ์ปลายทาง ซึ่งตลอดการส่งข้อมูลบนระบบแกนหลัก (Backbone) จะไม่มีการแปลงสัญญาณแสงกลับเป็นไฟฟ้าเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียพลังงานและความเร็วระหว่างส่ง
Q: สถานการณ์การขาดแคลน (Shortage) ของอุปกรณ์ทางแสงหรือ Photonics ในตลาดปัจจุบันรุนแรงระดับไหน และเป็นเพราะเหตุใด?
A: คำว่าขาดแคลนหรือช็อตเทจ (Shortage) ในอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้เกิดจากการขาดวัสดุเชิงลึกแบบหาไม่ได้เลย แต่เกิดจาก “การเปลี่ยนผ่านอย่างกะทันหัน” (Flip) ของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนพฤติกรรมจากการใช้ทองแดงมาเป็นแสงพร้อม ๆ กัน ทำให้ผู้ผลิตขยายกำลังการผลิตตามความต้องการของลูกค้าระดับโลกไม่ทัน เนื่องจากอุตสาหกรรม Photonics เติบโตมาจากโครงสร้างอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (Telecom) พื้นฐานที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับระดับการผลิตขนาดใหญ่แบบเซมิคอนดักเตอร์ ในอดีต กำลังผลิตระดับ 500,000 ชิ้นต่อไตรมาสก็ถือว่าน่าพึงพอใจแล้ว แต่พอความต้องการใหม่ทะยานไปถึง 6 ล้านชิ้น ผู้ผลิตจึงจำเป็นต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในการสเกลอัปกำลังผลิต
Q: มีการให้ข้อมูลว่ายอดคำสั่งซื้อล่วงหน้าหรือ แบ็กล็อก (Backlog) ถูกจองคิวยาวนานแค่ไหนในขณะนี้?
A: ปัจจุบันคำสั่งซื้อหรือออเดอร์ของผลิตภัณฑ์เฉพาะด้านหลายตัวของบริษัทมีสถานะ จองยาวล่วงหน้าเต็มโควตาไปแล้วถึง 2 ปีเต็ม (2-Year Backlog)
Q: ในแง่ของผู้ผลิต การเร่งเพิ่มกำลังการผลิตมีข้อจำกัดอย่างไร ทำไมถึงขยายกำลังการผลิตให้ครอบคลุมความต้องการได้ยากและใช้เวลานาน?
A: การขยายกำลังการผลิตไม่ได้มีปัจจัยจำกัดเพียงจุดเดียว แต่เป็นข้อจำกัดครอบคลุมทั้งระบบ (Ecosystem) เช่น สมมติว่าความต้องการสินค้ากระโดดเพิ่มขึ้น 7 เท่าตัว แต่เครื่องจักรที่ใช้ผลิตและทดสอบอุปกรณ์บางตัวสามารถประกอบได้เดือนละ 5 ตัวเท่านั้น การเร่งและขยายห่วงโซ่อุปทานให้โตพร้อมกันเป็นปีเท่าตัวจึงต้องการแผนระยะยาวและไม่สามารถผลิตได้รวดเร็วทันทีชั่วข้ามคืน
Q: ปัญหาคอขวด (Bottleneck) ที่สุดของห่วงโซ่อุปทาน Photonics อยู่ที่จุดใด และลักษณะคอขวดมีการวนลูปอย่างไร?
A: ปัญหาคอขวดไม่ได้อยู่แค่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง แต่กระจายตัวอยู่ทุกจุดทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ แผ่นเวเฟอร์แสง (Wafer), เครื่องจักรสำหรับประกอบผลิต (Equipment) และกลุ่มวัสดุศาสตร์ (Material) อุตสาหกรรมเผชิญภาวะ “ทลวงท่อแบบวนลูป” คือเมื่อเราแก้ปัญหาคอขวดที่จุดที่ 1 ได้สำเร็จ ดีมานด์จะไหลไปเจอปัญหาคอขวดที่จุดที่ 2, 3 และ 4 ต่อไป พอขยายกำลังผลิตและทะลวงท่อที่จุด 2, 3, 4 ได้เรียบร้อย สุดท้ายแรงต้านคอขวดก็จะวนกลับมาขัดขวางอยู่ที่จุดที่ 1 ใหม่อีกครั้ง
Q: มีข่าวว่าลูกค้ารายใหญ่อย่าง Nvidia อัดเงินทุนช่วยเหลืออุตสาหกรรมซัพพลายเชน Photonics อย่างไรบ้างเพื่อแก้ไขปัญหาคอขวดนี้?
A: Nvidia เข้าใจดีว่าคอขวดการสร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI และสถาปัตยกรรมชิปใหม่ ๆ ของตนอยู่ที่ความสามารถของซัพพลายเชน Photonics เพื่อเร่งการสเกลอัปให้ทัน Nvidia จึงทุ่มฉีดเงินทุนก้อนโตถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับ Lumentum และอีก 2,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับทางบริษัทที่เป็นคู่แข่งโดยตรงของ Lumentum เพื่อเร่งดันขีดจำกัดการสเกลกำลังการผลิตอุปกรณ์ประเภทเครื่องส่งสัญญาณแสงให้รวดเร็วที่สุด
Q: ต้องใช้เวลานานแค่ไหนที่กำลังการผลิตของซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมจะไล่ตามความต้องการได้ทัน?
A: คาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาอีก “เป็นปีขึ้นไป” และไม่สามารถบอกเป็นวันที่แน่นอนได้ เนื่องจากความต้องการของตลาดขยับสูงขึ้นและวิ่งปรับตัวเร็วขึ้นอยู่ตลอดเวลา
Q: ปัญหาของโรงงานคือ หากขยายกำลังการผลิต (Scale up) มหาศาลแล้ว ดีมานด์ดับลงหรือหมดไปอย่างรวดเร็วจะทำอย่างไร ผู้บริหารมองทิศทางความแข็งแกร่งของความต้องการครั้งนี้ไว้กี่ปี?
A: ทิศทางการเติบโตของเทคโนโลยีกลุ่ม Photonics นี้ จะมีความต้องการอย่างแข็งแกร่งไปอย่างน้อยอีก 3–5 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีมีความอ่อนไหวและไดนามิกสูงมากจนไม่สามารถคาดเดาความเสถียรในระยะยาวกว่านั้นได้ เพราะอาจเกิดเทคโนโลยีอื่นเข้ามาทำลายล้างหรือทดแทน (Technology Disruption) ดังเช่นตัวอย่างในอดีตที่เคยคาดว่าบัตรเครดิตแบบฝังชิป RFID จะขยายตัวเติบโตเป็นพันล้านใบ แต่จู่ ๆ ตลาดก็ถูกแทรกแซงและข้ามผ่านไปยังระบบรหัส OTP และระบบสแกน QR Code
Q: พฤติกรรมการจัดซื้อและอัปเกรดชิ้นส่วนของกลุ่มลูกค้า AI Data Center มีความแตกต่างจากการตัดค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ตามรอบบัญชีแบบทั่วไปอย่างไร?
A: ลูกค้าระบบโครงข่ายสื่อสารแบบดั้งเดิมจะรอการตัดค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ประมาณ 5 ปีจึงเริ่มพิจารณาซื้อรุ่นใหม่ แต่ในโลกของ AI Data Center นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง หากวันใดที่มีเทคโนโลยีสปีดความเร็วระดับใหม่อย่าง 1.6T หรือ 2.4T พัฒนาออกมาใช้ได้จริง ซึ่งให้ความเร็วเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าตัวแต่ใช้ระดับพลังงานไฟฟ้าเท่าเดิม ลูกค้าจะยินดีถอดรื้อ Pluggable Transceiver รุ่นเดิม (เช่น 400G หรือ 800G) ทิ้งออกจากบอร์ดเพื่อเปลี่ยนเป็นของใหม่ทันที เนื่องจากผลลัพธ์ของความคุ้มค่าด้านประสิทธิภาพและความเร็วนั้นคุ้มค่าและชดเชยต้นทุนราคาซื้ออุปกรณ์ใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องนอนรอรอบตัดค่าเสื่อมราคา
หมวดที่ 3: สถานะของ Lumentum และโครงสร้างกำลังการผลิตในไทย (Lumentum Thailand Profile)
Q: ปัจจุบันโรงงานของ Lumentum ที่ประเทศไทย (นวนคร) มีบทบาทสำคัญขนาดไหนและคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิตรวมทั่วโลก (Global Capacity)?
A: โรงงาน Lumentum ประเทศไทยที่ตั้งอยู่ในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี ถือเป็นฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในเอเชีย โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง เกือบ 50% ของกำลังการผลิตของบริษัทรวมทั่วโลก (Global Capacity)
Q: ตัวเลขรายได้ จำนวนบุคลากร และขนาดพื้นที่โรงงาน Lumentum ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศไทยมีรายละเอียดอย่างไร?
A: ในระดับโลก Lumentum มียอดขายปิดงบปีล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 3.01 พันล้านดอลลาร์ (เติบโตจาก 1.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2022) มีพนักงานรวมกัน 14,500 คน จดทะเบียนในดัชนี NASDAQ 100 และ S&P 500
○ สำหรับประเทศไทย โรงงานตั้งอยู่บนพื้นที่ 99 ไร่
○ มีพื้นที่โรงงานที่สร้างเป็นห้องคลีนรูม (Clean Room) สูงถึง 640,000 ตารางฟุต (ประมาณ 65,000 ตารางเมตร) เทียบเท่ากับขนาดของสนามฟุตบอล 7 สนามรวมกัน
○ เดิมเราประมาณการจำนวนพนักงานไว้ที่ 8,500 คนในไทยช่วงสิ้นปี แต่ปัจจุบันขยายตัวไปเกิน 9,000 คน แล้ว และกำลังวิ่งมุ่งหน้าสู่ตัวเลข 10,000 คน
Q: ข้อมูลประวัติการเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีที่มาที่ไปและเรื่องราวน่าประทับใจอย่างไร?
A: สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เคยเสด็จพระราชดำเนินมาเยือนโรงงาน Lumentum Thailand รวม 3 ครั้ง (ครั้งแรกปี 2018, ครั้งที่สองปี 2020 และครั้งล่าสุดปี 2023) เรื่องราวที่ประทับใจที่สุดเกิดขึ้นในการเสด็จฯ ช่วงสถานการณ์โควิดแพร่ระบาดระลอกแรกปี 2020 ซึ่งพื้นที่และพนักงานทุกคนต้องผ่านการอารักขาความปลอดภัยเข้มงวด วันนั้นพระองค์ท่านตั้งใจจะเข้าทอดพระเนตรสายการผลิต แต่เมื่อใกล้ถึงเวลาเสด็จฯ ทรงสั่งให้ขบวนรถยนต์พระที่นั่งหมุนกลับไปยังพระตำหนักประทุมธานีกระทันหันเพื่อทรงขอเปลี่ยน “ฉลองพระบาทคัตชู” เพื่อให้พระองค์สามารถสวมชุดปฏิบัติงานในคลีนรูมได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานความปลอดภัยของโรงงาน พระองค์ทรงใช้เวลาศึกษาดูงานอยู่กับโรงงานยาวนานถึง 5 ชั่วโมงเต็ม สร้างความภาคภูมิใจให้กับคณะผู้บริหารและพนักงานทุกคนเป็นอย่างมาก
Q: ทำไม Lumentum ถึงตัดสินใจเปลี่ยนผ่านจากการใช้ระบบจ้างผลิต (Contract Manufacturing) มาจัดตั้งโรงงานผลิตเองที่ประเทศไทยในปี 2017?
A: เดิมที Lumentum (ซึ่งเปลี่ยนชื่อและแยกตัวมาจาก JDSU ในปี 2015) ไม่มีโรงงานเป็นของตัวเอง แต่ใช้บริการจ้างบริษัทพันธมิตรรับเหมาช่วงประกอบอย่าง Fabrinet มายาวนานตั้งแต่ปี 2002 การตัดสินใจเปลี่ยนมาสร้างโรงงานของตัวเอง (Captive Fab) ในปี 2017 ขับเคลื่อนด้วยเหตุผล 3 มิติ:
1. การควบคุมสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา (IP Protection), การรักษามาตรฐานคุณภาพ และการควบคุมบริหารต้นทุนการผลิตโดยตรง
2. อดีต CEO (คุณ Alan Lowe) เคยเป็นอดีตผู้บริหารระดับสูงของ Read-Rite (บริษัทผลิตหัวอ่านฮาร์ดดิสก์รายใหญ่ที่บางปะอิน) จึงมีความคุ้นเคยกับนิเวศอุตสาหกรรมในประเทศไทยเป็นอย่างดี
3. โอกาสในการซื้อต่อโรงงานเก่าของ Western Digital (WD) ในนวนครที่ WD ปล่อยทิ้งไว้หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 นำมาบูรณะใหม่เพื่อจัดตั้งโรงงานของตนเอง
Q: โรงงานที่ประเทศไทยมีการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงระดับใด และมีโรงงานประเทศอื่นๆ ผลิตระดับนี้ด้วยไหม?
A: โรงงานที่ประเทศไทยรับหน้าที่ผลิตเทคโนโลยีขั้นกลางและขั้นปลายทั้งหมด ครอบคลุมตั้งแต่การประกอบวัตถุดิบและส่วนประกอบย่อย (Component Level) การสร้างเป็นแผงวงจรและโมดูลการทำงาน (Module Level) ไปจนถึงชุดซับซิสเต็ม (Subsystem) เพื่อส่งต่อให้กลุ่มลูกค้าที่เป็นแบรนด์โครงข่ายไปจำหน่ายต่อ จุดเดียวที่เราไม่ได้ทำในไทยคือ “การผลิตแผ่นเวเฟอร์แสงต้นน้ำ” (Wafer Fabrication) โดยสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่นทำหน้าที่ในจุดนี้และส่งเข้ามาประกอบในไทย เหตุผลที่ย้ายการผลิตโมดูลขั้นปลายมาไว้ที่ไทยเกือบทั้งหมด เนื่องจากประชากรและบุคลากรช่างฝีมือในประเทศไทยมีทักษะความประณีตและความเชี่ยวชาญพร้อมมากกว่าประเทศอื่น ๆ
หมวดที่ 4: ซัพพลายเชนและภูมิรัฐศาสตร์ (Supply Chain & Geopolitics)
Q: สัดส่วนการใช้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของ Lumentum ในปัจจุบันพึ่งพาวัตถุดิบและพาร์ทเนอร์จากประเทศจีนเป็นสัดส่วนเท่าไหร่?
A: ในอดีตห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มอุปกรณ์แสงแทบทั้งหมดอยู่ในประเทศจีน ปัจจุบันทางบริษัทพยายามลดการพึ่งพิงลง แต่สัดส่วนการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และสารเคมีนำเข้าจากจีน ก็ยังถือว่าค่อนข้างสูง อยู่ที่ประมาณ 60–70% ของโครงสร้างวัตถุดิบทั้งหมด
Q: ในการเร่งขยายตัวของซัพพลายเชนเพื่อมารองรับโรงงานในไทย บริษัทนำซัพพลายเออร์เดิมจากต่างประเทศเข้ามาด้วย หรือพยายามหาและสร้างซัพพลายเออร์ท้องถิ่น (Local Supplier) ใหม่ทั้งหมด?
A: แนวทางปฏิบัติที่เร็วที่สุดเพื่อเลี่ยงความเสี่ยงคือ “การดึงและเชิญชวนซัพพลายเออร์รายเดิมที่เคยร่วมงานกันย้ายตามมาตั้งโรงงานในไทย” ปัจจุบันมีกลุ่มซัพพลายเออร์ย้ายตามมาตั้งโรงงานอยู่ในไทยแล้วคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25% ของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด เหตุผลที่เราไม่เลือกหา Local Supplier รายใหม่ในไทย เป็นเพราะ “ขั้นตอนการตรวจสอบประเมินความปลอดภัยและคุณภาพของรายใหม่” (New Supplier Qualification Process) ใช้เวลายาวนานและผ่านความเห็นชอบจากแบรนด์ลูกค้าได้ยากมาก หากให้ซัพพลายเออร์รายเดิมที่ผ่านการรับรองอยู่แล้วย้ายพิกัดผลิตมาตั้งโรงงานใหม่ในไทย จะทำได้ง่ายกว่าและสามารถขยายขนาดผลผลิต (Scale Up) ได้ทันทีโดยแทบไม่มีความเสี่ยงด้านมาตรฐานชิ้นส่วนใหม่ (New List Risk)
Q: มาตรการทางภูมิรัฐศาสตร์และการที่สหรัฐฯ ขู่จะคว่ำบาตรเทคโนโลยี Photonics ของจีน ส่งผลต่อการเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกค้าและส่งผลกระทบต่อ Lumentum Thailand อย่างไร?
A: ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ถือเป็นตัวแปรผลักดันที่สำคัญ สหรัฐฯ พยายามกีดกันไม่ให้ระบบส่งสัญญาณแสงที่ผลิตจากจีนเข้าไปควบคุม Data Center ในอเมริกา ทำให้ลูกค้าเริ่มหันมากำหนดให้ผลิตภัณฑ์ต้องตีตราสถานะ “Made in Thailand” เพื่อการันตีความปลอดภัยทางความมั่นคง ส่งผลทำให้บริษัทจีนในอุตสาหกรรม Photonics จำเป็นต้องย้ายฐานหนีออกนอกประเทศเพื่อรักษาฐานลูกค้าสหรัฐฯ และเข้ามาปักหมุดลงทุนในประเทศไทยเป็นหลัก
Q: คุณภาพและความไว้วางใจของสินค้า “Made in Thailand” ในอุตสาหกรรม Photonics เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนามหรือมาเลเซียในสายตาของลูกค้าในระดับโลกเป็นอย่างไร?
A: ในแง่ประสิทธิภาพด้านมาตรฐานราคาและการทดสอบผลิตภัณฑ์ ประเทศไทย เวียดนาม และมาเลเซียถือว่ามีศักยภาพสูสีใกล้เคียงกัน แต่ข้อได้เปรียบที่เด่นชัดที่สุดของประเทศไทยคือ ไทยมีความตึงเครียดและการติดขัดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ อย่างไรก็ดี ในการตัดสินใจของลูกค้าปลายทางระดับโลก พวกเขาจะประเมินและให้ความสำคัญกับ “มาตรฐาน ชื่อเสียง และประวัติการทำงานของแต่ละบริษัท” (Company Level) เป็นที่ตั้งมากกว่าประเมินเพียงแค่เรื่องสัญชาติพิกัดสถานที่ผลิต
หมวดที่ 5: การแข่งขันและการเข้ามาของคู่แข่งชาวจีนในไทย (Competition & Chinese Competitors)
Q: ในด้านระดับความสามารถของเทคโนโลยี (Technology Performance) เทคโนโลยีของไทยและคู่แข่งจากประเทศจีนในกลุ่ม Transceiver และอุปกรณ์ชั้นสูงอื่น ๆ มีความก้าวหน้าและห่างชั้นกันแค่ไหน?
A: หากเปรียบเทียบในหมวดอุปกรณ์เครื่องรับส่งสัญญาณแสงความเร็วสูง (Pluggable Transceiver) สำหรับกลุ่มงานทั่วไป เทคโนโลยีของจีนและไทยเรียกได้ว่า “สูสีกันมากและไล่เลี่ยกัน” จีนมีขีดความสามารถพัฒนาโมเดลระดับความเร็วสูง 1.6T ได้เรียบร้อยแล้ว แต่จุดแตกต่างที่จีนยังตามหลังฝั่งเราอยู่ประมาณ 2-3 ปี คือกลุ่ม “ผลิตภัณฑ์ Photonics ระดับสูงเฉพาะทาง” เช่น อุปกรณ์แสงเลเซอร์ควบคุมสำหรับโครงการสายเคเบิลสื่อสารใต้น้ำลึก (Submarine Cable) ที่ต้องผ่านการทดสอบทรมานอุปกรณ์ให้อายุขัยยาวนาน 25 ปีโดยห้ามชำรุดเสียหายเด็ดขาด ซึ่งในระดับ Reliability และประสิทธิภาพระดับสูงกลุ่มนี้ เทคโนโลยีฝั่งจีนยังไม่แข็งแกร่งและเสถียรพอที่จะขยายขนาดผลิต
Q: ปัจจุบันคู่แข่งจากประเทศจีนย้ายฐานเข้ามาตั้งในประเทศไทยเพื่อหลบเลี่ยงความเสี่ยงด้าน Geopolitics มากน้อยแค่ไหน และความสามารถของเขาเป็นอย่างไร?
A: ย้ายเข้ามาลงทุนในไทยเป็นจำนวนมากอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างสำคัญคือบริษัท “เทลฮอร์” (Telehor) ซึ่งขยายการลงทุนสร้างโรงงานขนาดใหญ่โตในพื้นที่จังหวัดสระบุรี และกำลังเร่งเปิดเฟสการผลิตที่อาจมีขนาดพื้นที่และความจุขีดจำกัดการผลิตใหญ่ยิ่งกว่าโรงงาน Lumentum นวนคร เสียด้วยซ้ำ ความน่ากลัวของคู่แข่งจีนมี 2 มิติ คือ ปรัชญาการทำงานที่เน้นความเร็วรวดเร็ว (Speed) แบบที่เราคาดคิดไม่ถึงพร้อมปรับตัวตามฟีเจอร์อย่างรวดเร็ว และความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนจัดวางระบบเครื่องจักรอัตโนมัติ (Automation) ที่ก้าวหน้ามาก
Q: มีความเสี่ยงที่คู่แข่งจากจีนจะตัดราคาและกินส่วนแบ่งตลาดด้วยกลยุทธ์ “การแข่งขันด้านราคาต่ำ” (Low Margin Strategy) หรือไม่?
A: ความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน อุปกรณ์กลุ่ม Transceiver ความเร็วทั่วไปกำลังปรับเปลี่ยนสถานะกลายเป็นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่คู่แข่งจีนเข้ามาทำตลาดได้ง่ายเพราะสเปกโปรโตคอลมีมาตรฐานร่วมกัน พวกเขาพร้อมเล่นเกมตัดราคาเพื่อเฉือนชิงอัตรากำไรขั้นต้น (Low Margin Strategy) เข้าสู้ ทาง Lumentum จึงเลี่ยงการไปดวลสงครามราคาโดยตรง แต่หันไปรักษาอัตรากำไรภาพรวมด้วยการโฟกัสการเติบโตที่อุปกรณ์กลุ่ม High Margin อย่างเทคโนโลยีกลุ่มโทรคมนาคม (Conventional Telecom) และระบบแสงในกลุ่ม Data Center รุ่นความเร็วสูงใหม่แทน
หมวดที่ 6: ผลประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมไทยและการพัฒนาบุคลากร (Local Benefits & HR)
Q: บทบาทของหน่วยงานรัฐอย่าง BOI ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนมุมมองการให้การส่งเสริมการลงทุน (FDI) อย่างไรบ้างหลังยอดลงทุนทะลุเป้า แต่ GDP ของประเทศยังเติบโตต่ำ?
A: เป็นประเด็นสำคัญที่ภาครัฐตระหนักดี ที่ผ่านมา BOI ดึงดูดการลงทุน (FDI) เข้ามาได้สูงมากทะลุเป้าหมาย เช่น โครงการ Data Center ของ TikTok ที่ทุ่มงบกว่า 800,000 ล้านบาท แต่ปัญหาคือ ตัวคูณผลลัพธ์เศรษฐกิจกลับต่ำมาก เพราะเครื่องจักรและวัสดุทั้งหมดได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า 100% ประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจริงจึงเหลือเพียงแค่ “ค่าจ้างแรงงาน” ของพนักงานกลุ่มเล็ก ๆ ปัจจุบัน ภาครัฐและ BOI จึงพยายามปรับเป้าหมายจากการนับมูลค่า FDI มาวัดผลสัมฤทธิ์ในแง่ของ “มูลค่าผลกระทบต่อ GDP” (GDP Impact) หรือการคำนวณมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในประเทศ (Economic Value Added) เพื่อสร้างแรงกดดันและจูงใจให้ค่ายเทคโนโลยีข้ามชาติเลือกย้ายหน่วยงานวิจัยพัฒนาระดับวิศวกรรมและการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product Introduction หรือ NPI) เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น
Q: โครงสร้างกำลังคนในโรงงาน Lumentum Thailand มีลักษณะอย่างไร และสัดส่วนเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากจีน?
A: โครงสร้างกำลังพลส่วนใหญ่ 80% เป็นกลุ่มพนักงานฝ่ายผลิตทั่วไป (Operator) และกลุ่มช่างเทคนิคซ่อมบำรุง พนักงานฝ่ายผลิตทั่วไปจะเป็นผู้หญิงเกือบทั้งหมด ขณะที่ช่างเทคนิคซ่อมบำรุงจะเป็นผู้ชาย ในระดับพนักงานสายวิชาชีพ วิศวกร และผู้บริหาร มีสัดส่วนผู้ชายและผู้หญิงแบ่งกันครึ่งต่อครึ่ง (50/50) ซึ่งสะท้อนมาตรฐานแรงงานไทยที่เป็นอิงฐานวิศวกรรมหญิงสูงมาก (Engineering Base) ต่างจากโครงสร้างในประเทศจีนที่มักจะมีพนักงานปฏิบัติงานฝ่ายผลิตทั่วไปเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
Q: ทำไมความต้องการบุคลากรในอุตสาหกรรม Photonics ของไทยถึงเข้าขั้นขาดแคลนวิกฤต และทาง Lumentum เข้าไปช่วยเหลือแก้ปัญหาร่วมกับภาครัฐอย่างไรบ้าง?
A: ประเทศไทยขาดแคลนกำลังคนเฉพาะทางอย่างรุนแรง เนื่องจากในระบบการศึกษาไทยไม่มีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิตหรือวิทยาศาสตรบัณฑิตในสาขา Photonics โดยตรง บุคลากรส่วนใหญ่ที่ทำงานได้เกิดจากการนำวิศวกรไฟฟ้า สื่อสาร โทรคมนาคม หรือฟิสิกส์เข้ามาอบรมใหม่ในโรงงาน เมื่อมีคู่แข่งรายใหม่พยายามเข้ามาตั้งฐาน จึงใช้วิธีซื้อตัวแรงงานแบบกะทันหัน เช่น การดึงวิศวกรของบริษัทออกไปทีเดียวพร้อมกัน 6 คนด้วยการเสนอเงินเดือนบวกเพิ่มขึ้นถึง 40%
○ เพื่อตัดวงจรขาดแคลน Lumentum จึงจับมือร่วมกับสภาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สกอวช. หรือ อว.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดตั้งเงินทุนสร้างคอร์สอบรมออนไลน์สอนเทคโนโลยี Photonics เปิดเสรีให้เรียนฟรีทั่วประเทศสำหรับทุกคน
○ หลักสูตรแบ่งเป็นระดับ Introduction (12 ชั่วโมง) และระดับ Intermediate เพื่อปูพื้นฐานบุคลากรระดับประเทศป้อนให้กับทุกบริษัทในห่วงโซ่ รวมถึงพาร์ทเนอร์และคู่แข่ง (เช่น Star Micro และ SMT) เพื่อแก้ปัญหาบุคลากรระดับชาติร่วมกัน
Q: เลเซอร์สำหรับใช้ใน “สายเคเบิลใต้น้ำ” (Submarine Cable Laser) ผลิตที่จุดไหนของโรงงานไทย มีความพิเศษและต้องการมาตรฐานสูงอย่างไรบ้าง?
A: ผลิตภัณฑ์เลเซอร์กลุ่มพิเศษนี้ (Submarine Pump Laser) ผลิตจากพนักงานฝีมือที่ได้รับการคัดเลือกสูง ณ พื้นที่ประกอบไลน์ด้านล่างของอาคาร Lumentum นวนคร ความพิเศษสูงสุดคือ อุปกรณ์เหล่านี้ต้องวางติดตั้งอยู่ก้นมหาสมุทรเพื่อส่งกำลังสัญญาณแสงข้ามทวีปยาวหลายพันกิโลเมตร ข้อกำหนดที่ลูกค้าตั้งไว้คือ เลเซอร์จะต้องทำงานทนทานได้อย่างน้อย 25 ปีเต็มโดยห้ามเกิดความชำรุดเสียหายเด็ดขาด เนื่องจากกระบวนการกู้เรือดำน้ำเพื่อไปตัดต่อและซ่อมบำรุงสายเคเบิลก้นทะเลลึกมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสูงลิ่วเฉลี่ยสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์ต่อจุด
Q: ความท้าทายหลักของการทำงานเป็นกะ (Shift Work) ของพนักงานฝ่ายผลิตคืออะไร และทำไมจึงส่งผลต่ออัตราการลาออกของพนักงานใหม่?
A: สภาพแวดล้อมการทำงานผลิตในห้องคลีนรูมของอุตสาหกรรม Photonics จำต้องใช้การผลิตต่อเนื่อง Lumentum นวนครใช้โครงสร้างทำงาน 2 กะ 3 กลุ่ม สลับเข้าทำงานหมุนเวียน 24 ชั่วโมง 7 วัน ความยากลำบากอย่างยิ่งคือ พนักงานต้องปรับสภาพร่างกายนอนสลับระหว่างกะวันและกะคืนสัปดาห์เว้นสัปดาห์ ทำให้สภาพความล้าทางร่างกายสูง ส่งผลให้อัตราการลาออกของพนักงานสูงมาก (High Turnover Rate) โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กใหม่ที่เข้ามาทดลองงานในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือนแรก
Q: ผู้บริหารประเมินความเสี่ยงและทิศทางของอุตสาหกรรม Photonics ในไทยในระยะยาวไว้อย่างไร จะเจอกับวงจรขาลงและการควบรวมตัว (Consolidation) เหมือนกับวงจรของอุตสาหกรรม Hard Disk Drive (HDD) ในอดีตหรือไม่?
A: ทิศทางและพฤติกรรมของซัพพลายเชนมีโอกาส ถอดแบบเหมือนกับวงจรของอุตสาหกรรม Hard Disk Drive (HDD) ในอดีตแทบทุกประการ ในช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีสู่ยุคทอง ซัพพลายเออร์และผู้ผลิตชิ้นส่วนทั้งหมดจะทยอยแห่ย้ายฐานตามกันเข้ามาปักหลักในไทยจนเกิดเป็นระบบนิเวศการทำงาน (Ecosystem) ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ทุกอุตสาหกรรมหนีไม่พ้นกฎเกณฑ์ของวัฏจักรเศรษฐกิจ เมื่อสถาปัตยกรรมและเทคโนโลยีเริ่มขยับสู่จุดอิ่มตัว ดีมานด์ตลาดคลี่คลายลง สุดท้ายก็จะเกิดช่วงปรับฐานเพื่อลดขีดจำกัดกำลังผลิตส่วนเกิน มีค่ายที่ถอนตัวและเกิดกระบวนการควบรวมกิจการ (Consolidation) กันในกลุ่มคู่แข่งเหลือเพียงไม่กี่รายใหญ่ในระยะยาวอย่างแน่นอน
———————————————
📌บทสรุป
มุมมองในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า Lumentum Thailand มีศักยภาพในการขยายกำลังการผลิตได้อีกกว่าเท่าตัวเพื่อรองรับ Demand AI ที่ยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว โดยมี “Efficiency” เป็น Key Driver หลักที่ขับเคลื่อนทั้งอุตสาหกรรมในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน (Chaotic World) ความมั่นคงของซัพพลายเชน (Resilience) และความเชื่อมั่นในคุณภาพ (Reliability) คือหัวใจสำคัญของการรักษาฐานลูกค้า เราประเมินว่าประเทศไทยได้ขยับฐานะจากเพียง “ฐานประกอบ” สู่การเป็น “Photonics Hub ของโลก” อย่างเต็มตัว ความสำเร็จของโครงการพัฒนาบุคลากรและความร่วมมือกับภาครัฐจะเป็นตัวตัดสินว่าไทยจะรักษาตำแหน่งนี้ได้นานเพียงใดAnalyst’s Verdict: โอกาสในการสร้าง New S-Curve ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในไทยมาถึงจุดตัดสินแล้ว ดังที่ผู้บริหารได้กล่าวไว้ว่า “หากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่เกิดขึ้นในรอบนี้ ก็เป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต” (หากไม่เกิดรอบนี้ก็ยากแล้ว) ซึ่งเรามีมุมมองเชิงบวกว่าไทยมีความพร้อมสูงสุดในรอบทศวรรษที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้สืบไป