ไทยเจรจาล้มเหลว สหรัฐฯไม่ลดภาษี นำเข้า 36% มีผล 1 ส.ค.นี้

หลังไทยเจรจาล้มเหลว สหรัฐฯไม่ลดภาษี นำเข้า 36% มีผล 1 ส.ค.นี้
หลังจากไทยใช้เวลาหลายเดือนเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อขอลดภาษีนำเข้าสินค้า “เหมือนกรณีเวียดนาม” ที่เจรจาสำเร็จจนสหรัฐฯยอมลดภาษีจาก 46% เหลือ 20% แต่ไทยกลับไม่ประสบผลสำเร็จ

ล่าสุด “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามส่งจดหมายถึงไทย ประกาศชัดว่า จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยที่ 36% ต่อไป มีผล 1 ส.ค. 2568

🔻 ผลกระทบหลักที่กระทบคนไทยโดยตรง
• สินค้าไทยขายยากขึ้นในตลาดสหรัฐฯ
ด้วยภาษีที่สูงกว่า สินค้าจากไทยจะแพงกว่าคู่แข่ง นักลงทุนและผู้นำเข้าสหรัฐฯ จึงเลือกซื้อจากเวียดนามแทน โรงงานไทยอาจเจอปัญหา ออเดอร์หาย รายได้ลด

• การบริโภคหดตัว SME กระทบ
คนว่างงาน รายได้ลด การใช้จ่ายก็ลดลงตาม ส่งผลถึงร้านค้า ร้านอาหาร และธุรกิจ SME ที่ต้องพึ่งพาการจับจ่ายในประเทศ เศรษฐกิจชะลอตัวเป็นวงกว้าง

• นักลงทุนชะลอ ตั้งฐานการผลิตในไทย
ต้นทุนส่งออกที่สูงทำให้ไทยไม่จูงใจในการตั้งโรงงาน นักลงทุนต่างชาติอาจย้ายฐานผลิตไปเวียดนาม เงินลงทุนจำนวนมาก อาจหายวับไปกับตา

• ศักยภาพเศรษฐกิจไทยอ่อนแรง
นี่ไม่ใช่แค่เรื่อง “ภาษีแพงกว่าเวียดนาม” แต่คือสัญญาณว่าไทยกำลัง เสียตำแหน่งผู้นำการผลิตในอาเซียน หากไม่เร่งแก้เกม อนาคตของแรงงานและเศรษฐกิจไทยอาจยิ่งแย่ลง

• โรงงานผลิตน้อยลง คนตกงานมากขึ้น
เมื่อออเดอร์ลดลง โรงงานอาจหยุดขยายหรือปลดคน ส่งผลให้ อัตราว่างงานสูงขึ้น กระทบการใช้จ่ายของคนในประเทศโดยตรง

อย่างไรก็ตาม คุณพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า กำลังเดินหน้าเจรจากับสหรัฐฯอีกครั้ง พร้อมเสนอแนวทางใหม่ เพื่อขอลดภาษีให้ต่ำกว่า 36% ให้ได้

ด้าน ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย จาก KKP Research มองว่า การเรียกเก็บภาษี 36% ของสหรัฐฯ อาจเป็นกลยุทธ์เจรจาแบบ “The Art of the Deal” เพื่อบีบไทยให้ยอมแลกเปลี่ยนบางอย่าง หากไทยเดินเกมเปิดตลาดเกษตร
มีมาตรการชดเชยที่เหมาะสม อาจพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ยกระดับศักยภาพการแข่งขันไทยได้ในระยะยาว