Company Visit (CV) ILM : Index Living Mall Public Company Limited

Company Visit (CV) ILM : Index Living Mall Public Company Limited

ชวนสัมผัสประสบการณ์เยี่ยมชมบริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) 1. ประกอบธุรกิจร้านค้าปลีกจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านครบวงจรในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ร้านค้า “Index Living Mall” และแบรนด์อื่น ๆ รวมทั้งจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางอื่นๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ที่ครอบคลุมลูกค้าทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ 2. ประกอบธุรกิจพื้นที่ให้เช่าภายใต้รูปแบบคอมมูนิตี้มอลล์ ภายใต้แบรนด์ “The Walk” “Little Walk” และ “Index Mall” รวมถึงพื้นที่เช่าในสาขาของ Index Living Mall

🔹ประวัติบริษัท
➢ ปี 1973 เดิมคือบริษัท Winner เริ่มจากผลิตเฟอร์นิเจอร์เหล็กและเก้าอี้ตรามงกุฏ
➢ ปี 1985 นำเข้าเฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูงจากต่างประเทศ บุกตลาดเฟอร์นิเจอร์ สำนักงาน และซื้อลิขสิทธิ์จัดจำหน่ายแบรนด์หลากหลายมากขึ้น
➢ ปี 1994 ตั้งบริษัท บางกอกแฟรนไชส์ จำกัด เปิดตัวแบรนด์ศูนย์ตกแต่งบ้านครบวงจร Index Living Mall โดยนำร่องสาขาแรกที่ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต
➢ ปี 2009 เริ่มขยายไปต่างประเทศผ่านรูปแบบการให้สิทธิ์แฟรนไชส์
➢ ปี 2012 แตกไลน์ธุรกิจให้เช่าและบริการพื้นที่เช่า (Community Mall) ตั้งบริษัทย่อย เดอะวอล์ค และเปิด The Walk สาขาราชพฤกษ์เป็นแห่งแรก
➢ ปี 2016 ตั้งบริษัทย่อย บริษัทโฮม เซอร์วิส (ประเทศไทย) ให้บริการซ่อมแซม ต่อเติมและบริการเสริมต่างๆ
➢ 26 กรกฎาคม 2019 IPO / เปิดร้าน Index Living Mall 2 สาขาที่เวียดนาม

————————————————

🔸ปัจจุบัน บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) มีสาขาอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ 31 แห่ง และสาขาแฟรนไชส์ใน 7 ประเทศ 17 สาขา ได้แก่
– อินโดนีเซีย 2 สาขา
– เวียดนาม 4 สาขา
– กัมพูชา 1 สาขา
– ลาว 1 สาขา
– มัลดีฟส์ 1 สาขา
– เนปาล 2 สาขา
– ปากีสถาน 3 สาขา
รวมทั้งมีร้านค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ Trend Design ร้าน MOMENTOUS และร้าน BoConcept

Revenue Structure :
– Retail 71.3% / Project 6.1% / Dealer 0.7% / Online 13.1%
– Revenue from Sales 92.3% / Rental & Service ( ให้เช่าพื้นที่ ) 7.7%
– Revenue from Project = Developer / โรงแรม โรงพยาบาล
– Online 1.3M Follower / Line ประมาณ 1แสน / Tiktok เริ่มบูม ขายได้ดีเลย น่าจะเป็น New S-curve ได้

————————————————

🙋‍♂️Q&A
Q : ตลาดอสังหาไม่ค่อยดี แต่เรายังดี เพราะอะไร
A : เราเก่งขึ้น Market Size เท่าเดิม แต่เราไปแย่งคนอื่นมา
คนอื่น Weak ลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ( Local )
ปรับตัวเรื่อง ผลิตภัณท์ Cost Efficiency
เราค่อยปรับมาเรื่อยๆ

Q : กลยุทธ์อะไรที่เห็นชัดๆ
โรงงานเปลี่ยน Mindset จาก 5-10 ปีที่แล้วที่เป็น Old Business
พาเค้าไปเปิดหูเปิดตาดู Process การผลิตแบบใหม่ที่ Efficiency ดีขึ้น
ค่อยๆ Educate มากขึ้น ใช้วิธี Automation มากขึ้น
ไปเห็นกับตาที่ประเทศจีนว่า Process เขาเกือบจะเป็น Fully Automation แล้ว
เรายอมลงทุนแพงตั้งแต่ต้น นำ Robot เข้ามา
ทุกวันนี้มี Robot 200+ ตัว > ขอ BOI ได้ด้วย
ใช้ Software ที่มีประสิทธิภาพ
ลดคนลงจาก 2-3,000 คน เหลือต่ำกว่า 1,000 คน แต่ Efficiency เพิ่มมหาศาล
ค่าแรงขึ้นก็ไม่ได้เป็นผลเยอะแล้ว แม้ว่าต้นทุนการผลิตเพิ่ม แต่คุณภาพดีขึ้น

Q : Store Renovation > เซ้งระยะยาวเป็นการคุมต้นทุน
A : Model Retail ค่าเสื่อมโดยรวมของเราลดลงเรื่อยๆ
ต้นทุน ค่าคน + สาธารณูปโภค เป็น 80%
ติดตั้ง Solar Roof > 20 mw ประหยัดได้ปีละ 20-30 ล้าน มองว่าคุ้มค่ามากๆ ตอนนี้ Solar Break Even เร็วมาก เรามีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

เอา Brand ใหม่เข้ามา ทำให้ดูเป็นวัยรุ่นอยู่เสมอ
การ Renovate ทำให้ลูกค้า รู้สึกเจอของใหม่ตลอดเวลา

Q : เรื่อง Online
A : เรามี Team Online ที่เก่งมากๆ ได้รับคำชมมาก โตอย่างแข็งแกร่ง
Create New Market > ยอดขาย > 1,000 ล้าน
ปลูกฝังความคิดให้กับคนรุ่นใหม่

Q : ฝั่งการผลิต แนวโน้มอย่างไร เรื่องต้นทุนวัตถุดิบ
A : ไม้ Particle Board 2-3 ปีที่แล้วสูงมาก ตอนนี้โอเค
ราคาไม่ได้ผันผวนมากนัก คิดว่าเอาอยู่

Q : การปรับปรุงประสิทธิภาพโรงงาน เราทำอะไรบ้าง เดิมโรงงานของไทยใช้ Labor เยอะมาก ของเรายังมี Room to Improve แค่ไหน
A : Line ล่าสุดของเรา Hitech มาก จากปกติใช้คน 40-50 คน เหลือ 3 คน
อุตสาหกรรมเดิมเป็น Labor Intensive

Q : มีคอขวดตอนออกแบบ Line การผลิต เห็นเมื่อนานมาแล้วบริษัทอื่นๆมีปัญหาเรื่องเวียดนามดึงหัวหน้าช่างจากไทยไป
A : จริงๆ Know How ไม่ได้ยากขนาดนั้น Barrier to Entry ไม่ได้สูงมาก
การจะทำธุรกิจนี้ให้สำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมี Distribution Center (DC) / ต้องมีหน้าร้าน / มีการบริหารจัดการที่ดี จริงๆ ธุรกิจไม่ได้หอมหวลขนาดนั้น

Q : สิ่งที่ทำให้เราแข่งขันได้
A : เรามี Line อื่นๆเช่น สี อลูมิเนียม กระจก ( เป็น Line ดั้งเดิมตั้งแต่สมัยเรารับ OEM ) ทำให้สามารถนำมาต่อเพิ่ม Value ได้ เช่นเฟอนิเจอร์ที่มี Design สวยๆ มีการเพิ่ม กระแส อลูมอเนียมเข้าไป
ซึ่งโรงงานรายเล็กกลาง ทำไม่ได้

Q : เรื่อง Tariff ของ US vs จีน จะทำให้ของจีนมาทุ่มตลาดเราไหม
A : จริงๆเราคิดว่า Tariff มองว่าดีกับเรา
ตอนนี้มีลูกค้าติดต่อมาเยอะเลย ทั้งมาให้เราผลิตให้เพื่อส่งออกไป US
หลายเจ้ามาซื้อเราแทนจีน
เราต้อง Selective ให้ดี เลือกที่ High Margin
การที่จีนมาตั้งโรงงานในไทย มองว่า อย่างน้อยต้องอีก 1-2 ปี และมองว่าไม่ง่าย

Q : Urate ของโรงงาน
A : การลงทุน Automation ทำให้ Cap เพิ่มขึ้นมากโดยเฉพาะ Line Particle Board
ต้องค่อยๆปรับปรุงประสิทธิภาพรวมขึ้น
การลงเครื่องจักร Particle Board Line > ทำให้ทำ Furniture แบบ Small Batch ได้
เป็น Mass Customization. ได้
โรงงานเปลี่ยน Mindset.
สัดส่วน Export เป็น 5%
หลักๆขายเป็น Brand ของเรา

ที่จีนไม่ค่อยทำเฟอนิเจอร์แนวที่ต้องใช้สีพ่น เพราะเรื่องพื้นที่และสิ่งแวดล้อม

Q : ภาพรวม Ikea ลดราคา 20% เรามองอย่างไร
A : ก่อนลดราคาเขาขึ้นราคามาก่อน เป็นนโยบายจิตวิทยา

Q : พื้นที่เช่า COM7 ออกไป กระทบกับยอดเราแค่ไหน
A : ไปขายเป็น Fur in Box > จะ Go ไปกลุ่มเป้าหมายล่างมากขึ้น ซึ่งตลาดใหญ่อยู่
บางส่วนไปทำ Fitness
Banana 34 สาขา มีพื้นที่
The Walk+ Index 90,000 ตร.ม.

Q : The Walk พื้นที่เช่าเป็นอย่างไร
A : The walk พื้นที่เช่า ตำแหน่งเดียวกัน คนละธุรกิจ ราคาไม่เท่ากัน
มองเรื่อง Image การดึงคน
Break Even 6-7 ปี
มองที่ 6-700 บาทต่อตร.ม.
Occ r=Rate ตอนนี้ 90-95%

Q : งาน Project ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง
A : งาน Project 500+ ต่อปี พยายามเลือกงาน ขายแต่เจ้าที่ดีๆ

Q : Flying tiger เป็นยังไง มีแผนการอย่างไรบ้าง
Flying Tiger Copenhagen คือ
แบรนด์ร้านค้าปลีกจาก เดนมาร์ก ที่เน้นขายสินค้าไลฟ์สไตล์ ของใช้ในบ้าน เครื่องเขียน ของขวัญ ของเล่น ของตกแต่ง และอุปกรณ์ครัว ฯลฯ ในสไตล์น่ารักๆ สีสันสดใส ราคาย่อมเยา (คล้าย Moshi)
จุดเด่น ของ Flying Tiger คือ
ดีไซน์เรียบง่าย แต่มีเอกลักษณ์แบบสแกนดิเนเวียน
สินค้าออกใหม่บ่อยๆ เปลี่ยนธีมตามฤดูกาล
ราคาส่วนใหญ่ค่อนข้างถูก เหมาะกับการซื้อแบบสนุกๆ หรือซื้อเป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆ

ประวัติย่อ:
ก่อตั้งปี 1995 ที่โคเปนเฮเกน เดนมาร์ก เดิมชื่อแบรนด์ว่า “Tiger”
ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Flying Tiger Copenhagen ตอนขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อไม่ให้สับสนกับชื่อร้านอื่นๆ ตอนนี้มีสาขากระจายอยู่ในหลายประเทศ เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฯลฯ มีสาขา 1,000+ สาขา ในเอเชีย 100+ เป็นในญี่ปุ่น 50 ที่เหลือกระจายกันไป
Philipines เพิ่งเปิด Indo 2-3 สาขา

กำลังดังใน Southeast Asia / Japan
ทาง ILM ได้สิทธื์ Franchise
Gp สูงกว่า Furniture มาก ( GP เดิมของ Furniture 45% Vs Moshi 53% )
ของที่จำหน่ายราคาประมาณ 1-5 ยูโร ( 40-150 บาท ) ราคาขายเฉลี่ย 2 ยูโร เน้นการขายสินค้ามี Design บังคับต้องซื้อของ Brand เขามาเลย 100% ( นำเข้าจากจีน ) + เปิดให้เราทำ Local Sourcing ได้

Q : สินค้ากี่ sku
A : 10,000 + เป็นพวก Home / Stationary / Food / ของเล่นเด็ก / Theme จัด Party
แผนจะเปิดในห้าง โดย 1-2 สาขาแรก ต้องเป็นกระแส ตอนนี้กำลังดูเรื่องพื้นที่อยู่
สินค้าทั้งหมดไม่มี Ip License แต่จะเน้น Design แปลกๆ เป็น Scandinavian Style
มี Designer เป็น 100+ คน
พื้นที่ 150-200 ตารางเมตรต่อสาขา
น่าจะเปิดในช่วง Q3 เล็งในห้างที่เป็น Premium

Q : เงื่อนไขการซื้อ Franchise เป็นอย่างไร
A : เขาขายของเราราคาทุน แต่มี Philosophy Fee บอกไม่ได้
มีทีมงานเขามาช่วย Setup
ต้อง Localization เยอะ
เปิดโอกาสให้เราใส่ Idea เข้ามาด้วย

Q : Loyalty fee
A : ลงใน SGA

Q : เป้าหมายการเปิดสาขา
A : ทางบริษัทแม่ไม่ได้บังคับจำนวนสาขา
สัญญามากกว่า 5 ปี

Q : งบลงทุนต่อสาขาเป็นเท่าไหร่
A : ไม่เยอะมาก เพราะไม่ได้ตบแต่งเยอะ อยู่ที่ประมาณ 3 – 5 บาทต่อสาขา

Q : กลุ่มเป้าหมาย
A : วัยรุ่น ผู้หญิง หรือแม่ที่มีลูกเล็กๆ

Q : บริหาร Slow Move Stock อย่างไร
A : ใช้ Data Analytics มาช่วย ( ของ Ship มาจากจีน )

Q : เห็น Nitori ก็เร่งขยายสาขา
A : ตาม Style ญี่ปุ่น เขาจะพยายาม Scale สาขาตามเป้าหมายแล้วค่อยวัดผล

#สมาคมนักลงทุนประเทศไทย #InvestorsAssociationofThailand
#CompanyVisit #CV #ILM
#ตลาดหุ้น #หุ้น #การลงทุน #ศึกษาการลงทุน